การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ช่วยพัฒนาการศึกษาจริงหรือ

การศึกษาของไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 8 ในอาเซียน จึงเกิดการปฏิรูปทางการศึกษาขึ้น โดยภาครัฐได้มีนโยบายผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เพื่อให้เกิดการคล่องตัว แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องและแก้ไขปัญหาในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาแต่อย่างใด แทนที่ด้วยระบบบริหารจัดการแบบใหม่ด้วยระบบคณะบุคคลเท่านั้น ซึ่งยึดกุมโดยผู้บริหารและสภามหาวิทยาลัย ที่สรรหากันเองตามกฎหมายของแต่ละมหาวิทยาลัยที่บัญญัติไว้ให้อำนาจเอกเทศ

การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จึงกลายเป็นเพียงมหาวิทยาลัยของรัฐกึ่งเอกชนที่บริหารจัดการเบ็ดเสร็จโดยคณะบุคคลเท่านั้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียน อีกทั้งทรัพย์สินในมหาวิทยาลัยกับตกอยู่ในมือของบุคคล และบุคคลเหล่านี้จะทำให้การศึกษาไปอยู่ในทางใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น การแสวงหาประโยชน์ ทำการค้าเชิงพาณิชย์ และทางภาครัฐไม่ได้มีส่วนในการรับรู้เลย ทำให้เรื่องการบริหารยังเป็นเรื่องค้างคาว่าอำนาจนี้ตกอยู่กับผู้ใดกันแน่ นอกจากนี้ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน ในกระแสการศึกษาในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ หลายมหาวิทยาลัยจึงใช้ระบบการศึกษาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ฝ่ายบริหารแต่เพียงถ่ายเดียว หลายแห่งทำธุรกิจการศึกษาแบบฟาสต์ฟู้ด หลายแห่งแปรรูปคณะวิชาต่างๆ ในรูปแบบธุรกิจการศึกษา กระทั่งพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ซึ่งเป็นสมบัติของมหาวิทยาลัย เพื่อหาประโยชน์ทางการค้า โดยสร้างศูนย์การค้าต่างๆ

ปัจจุบันการศึกษาอยู่ในรูปแบบของธุรกิจ ถูกผูกขาดทุนนิยมปัญหาดังกล่าวทำให้สุดท้ายเทคโนโลยีและองค์ความรู้จึงถูกผูกขาดกับเอกชนไม่กี่กลุ่ม ที่แสวงหากำไรจากความรู้ของสังคม เทคโนโลยี จนนำมาสู่ยุคธุรกิจการศึกษาในปัจจุบัน หากคนในสังคมรวมตัวกันหยุดธุรกิจการศึกษาในรูปแบบดังกล่าวย่อมเป็นผลดีต่อการศึกษาไทยเป็นแน่ ซึ่งแน่นอนว่ายังดีกว่าให้การศึกษาไปอยู่ในมือของนักบริหารที่อ้างว่า เพราะไทยไม่ยอมออกนอกระบบทำให้ล้าหลังประเทศอื่นๆ

หากเราปฏิรูปการศึกษากันอย่างจริงจัง ย่อมดีต่ออนาคต จะเห็นได้จากประเทศทางฝั่งยุโรปที่สนับสนุนให้มีการเรียนฟรีจนถึงปริญญาเอก นั่นก็เพราะว่าประเทศเหล่านี้มองว่าการศึกษามีส่วนช่วยพัฒนาศักยภาพของคนในประเทศให้มีความรู้มาพัฒนาประเทศในอนาคต ซึ่งถือว่ามีมูลค่า โดยไม่ต้องมาคำนึงถึงต้นทุนเลย

Comments are closed.