สาเหตุที่ทำให้การศึกษาของไทยพัฒนาช้า

สาเหตุที่ทำให้การศึกษาของไทยพัฒนาช้า

สาเหตุที่ทำให้การศึกษาของไทยพัฒนาช้าวิเคราะห์ได้ ดังนี้
1. ระดับนโยบาย ในเรื่องเกี่ยวกับนโยบาย ซึ่งเป็นระดับประเทศ จะเห็นได้ว่า รัฐบาลหลายยุคยังให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาในระดับรองเมื่อเทียบกับปัญหาด้านอื่นๆ ความจริงแล้วเรื่องการศึกษาถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญและเร่งด่วนของประเทศ ซึ่งมีข้อที่น่าสังเกตว่าผู้ที่จะมารับผิดชอบกำกับดูแลการศึกษาของชาติกลับกลายเป็นว่าไม่ได้เป็นบุคคลที่มีความรู้มีความเข้าใจงานด้านการศึกษา หรือมีความรู้และประสบการณ์ทางด้านการศึกษาไม่มากนัก กล่าวคืออาจมีความรู้และประสบการณ์ในวิชาชีพอื่น แต่เมื่อมารับผิดชอบงานทางด้านการศึกษากลับไม่สามารถกำกับดูแล และกำหนดนโยบายด้านการศึกษาให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย และนโยบายการศึกษาของชาติได้ ดังนั้น จึงส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปการศึกษาและแนวทางการปฏิบัติกับบุคลากรทางการศึกษา ทั้งๆที่ในวงการศึกษามีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอย่างมากมาย
2. ระดับผู้ปฏิบัติ ในระดับผู้ปฏิบัติอันดับแรกก็ต้องนึกถึงครู ผู้ให้ความรู้ ประสิทธิประสาทวิชา เป็นผู้ถ่ายทอดให้กับนักเรียน สำหรับประเทศไทยจะเห็นได้ว่าในอดีตนั้นอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีความสำคัญ มีเกียรติ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็นได้จากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะที่จบออกมาเป็นครูนั้น นักเรียนจะให้ความสำคัญน้อย เลือกเป็นอันดับท้าย ๆ หรือสอบเข้าอะไรไม่ได้จึงต้องไปเรียนครู ได้ยินคนในสังคมกล่าวกันอย่างนั้น ทำให้ผู้ที่ต้องการเข้ามาเพื่อเป็นครูจริง ๆ มีน้อยลงทุกวัน เมื่อไม่มีจิตวิญญาณในการเป็นครูแล้ว การจะสอนให้ได้ประสิทธิภาพดีก็น้อยลงตามความสำคัญ จะทำอย่างไรให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพครูและต้องการเป็นครู เลือกคณะครูเป็นอันดับแรก ๆ และสิ่งที่ตอกย้ำลงไปอีกคือครูจำนวนไม่น้อยเป็นผู้ที่มีหนี้สินมาก เนื่องมาจากค่าตอบแทนจากอาชีพการเป็นครูน้อย ไม่เพียงพอต่อการครองชีพกับสังคมปัจจุบัน ทำให้ครูส่วนหนึ่งสนใจที่จะหารายได้เลี้ยงครอบครัวมากกว่าการสอนหนังสือ เช่นการสอนพิเศษ ตั้งใจทำอาชีพเสริมมากกว่า ไม่เพียงเท่านั้น ครูที่เป็นครูด้วยจิตวิญญาณที่เหลืออยู่น้อยแล้ว ยังมีเรื่องของการประเมินผล ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพโดยเฉพาะการเลื่อนวิทยฐานะไม่ได้วัดจากความสำเร็จของนักเรียน แต่วัดจากผลงานทางวิชาการ ดังนั้นครูบางส่วนจึงสนใจที่จะทำผลงานทางวิชาการมากกว่าการสอนเพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้จริง ๆ ครูจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การศึกษาไทยพัฒนาได้ช้า
3. ระบบการศึกษาของไทย การศึกษาของประเทศไทยเริ่มต้นมาจากวัฒนธรรมของคนไทยที่ได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่โบราณให้เคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีวันไหว้ครู ดังนั้นครูสมัยก่อนจะดุและนักเรียนจะเชื่อฟังมาก นักเรียนจะกลัว ไม่กล้าถาม ไม่กล้าตอบ ทำให้ปลูกฝังมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นระบบที่ฟังจากครูอย่างเดียว ไม่กล้าคิด ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ไม่เป็น การศึกษาไทยเป็นระบบป้อนเข้าอย่างเดียว ไม่มีการแลกเปลี่ยนกัน หรือมีก็น้อยมาก มีการสนใจใฝ่หาความรู้ด้วยตนเองน้อย ทำให้เด็กคิดไม่เป็น วิเคราะห์ไม่เป็น ยิ่งมีการเน้นย้ำด้วยการสอบโดยอาศัยความจำเป็นหลักนักเรียนก็จะท่องจำอย่างเดียว ที่ซ้ำร้ายกว่านั้น สังคมปลูกฝังให้นักเรียนต้องเป็นคนเก่ง ซึ่งนักเรียน ก็จะแข่งกันโดยไม่คิดถึงเรื่องอื่น ๆ เมื่อผิดหวังรุนแรงก็ไม่สามารถแก่ปัญหาตนเองได้ เหล่านี้เป็นต้น แต่ก็เห็นว่าในปัจจุบันจะได้พัฒนาและเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนแล้ว เด็กกล้าคิด กล้าทำมากขึ้น ก็นับว่าเป็นจุดที่ดีที่จะพัฒนาให้ทัดเทียมประเทศอื่นต่อไป

ระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ดีกว่าของประเทศอื่นอย่างไร

ระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ดีกว่าของประเทศอื่นอย่างไร
ขนาดที่บ้านเรามีการแข่งขันทางด้านการศึกษาสูงขึ้นทุกทีๆ แต่ในขณะเดียวกันเด็กนักเรียนชาวฟินแลนด์ (ซึ่งได้รับอนุญาตให้เล่นในโรงเรียนโดยไม่ต้องเรียนหนังสือได้จนถึงอายุ 6 ขวบ) กลับได้รับการศึกษาที่ดีกว่าระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ดีกว่าของประเทศอื่นอย่างไร

ทุกๆ 3 ปีองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา จะทำการสำรวจคุณภาพระดับการศึกษาที่เรียกว่า PISA โดยวัดระดับทักษะในวิชาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเล่นเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่การอ่านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ของเด็กอายุ 15 ปีวิชาเหล่านี้เป็นวิชาที่ชาวเอเชีย “น่าจะ” ถนัด เนื่องด้วยรูปแบบการเรียนการสอนที่มักเน้นสาขาวิชาเหล่านี้โดยเฉพาะ และก็ไม่แปลกที่จะเห็นประเทศจีน สิงคโปร์และเกาหลีใต้ติดอันดับต้นๆ แต่ที่น่าแปลกใจคือทำไมเด็กๆ ชาวฟินแลนด์ ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นกลับติดอันดับกับเขาด้วย ทำให้เราสงสัยว่าระบบการศึกษาของฟินแลนด์นั้นมีอะไรพิเศษนอกจากนั้นฟินแลนด์ยังถูกจัดให้มีนักเรียนที่มีคุณภาพที่สุดในโลกอีกด้วย

  1. ไม่มีข้อสอบมาตรฐาน ในประเทศฟินแลนด์ ไม่มีการสอบมาตรฐาน เว้นแต่การสอบ National Matriculation ครูผู้สอนจะได้รับการฝึกให้ทดสอบนักเรียนด้วยการสอบในแบบของตนเอง รายงานผลการเรียนจะขึ้นอยู่กับคะแนนของนักเรียนแต่ละคน โดยไม่อิงค่าเฉลี่ยหรือคะแนนของนักเรียนคนอื่นๆ
  2. ไม่แข่งขัน ชาวฟินแลนด์มีทัศนคติพื้นฐานต่างจากชาวเอเชีย นั่นก็คือพวกเขาไม่ชอบเปรียบเทียบหรือแข่งขันโดยเชื่อในความสามารถของตนเองและแข่งขันกับตนเอง ซึ่งนี่เป็นแนวความคิดที่แปลกประหลาดสำหรับชาวเอเชีย
  3. เชื่อมั่นในตัวครู เด็กๆ ชาวฟินแลนด์เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ตามความสามารถและจังหวะของแต่ละคน โดยที่ครูจะปรับเปลี่ยนการสอนให้เข้ากับการเรียนของเด็ก ครูผู้สอนจะต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างหนัก แต่ละชั้นเรียนจะมีนักเรียนไม่มาก และอาชีพครูเป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพอย่างสูง แม้ว่าระบบการศึกษาของฟินแลนด์จะไม่ได้สมบูรณ์แบบ และใช่ว่าผู้ปกครองชาวฟินแลนด์ทุกคนจะปลื้มระบบ แต่วิธีการดังกล่าวก็ทำให้การศึกษาของประเทศฟินแลนด์ให้ประสิทธิผลที่ดี
  4. ทุกโรงเรียนเท่าเทียม การศึกษาของฟินแลนด์เริ่มต้นจากการมุ่งหวังให้เด็กทุกคนมีโอกาสเล่าเรียนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีพื้นเพฐานะอย่างไร อาศัยอยู่ส่วนไหนของประเทศ แทนที่จะใช้การศึกษาเฟ้นหาเด็กที่เก่งที่สุด พวกเขากลับใช้การศึกษาสร้างความเท่าเทียมทางสังคม

การพัฒนาตามความเชี่ยวชาญของระบบมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน

02

การให้มหาวิทยาลัยพัฒนาตามความเชี่ยวชาญของตน กล่าวง่าย ๆ คือ การให้มหาวิทยาลัยมีจุดเด่นของตัวเอง และพัฒนาทุกศาสตร์ที่เปิดสอนให้บูรณาการกับจุดเด่นนั้น ทั้งนี้เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้มหาวิทยาลัยของไทยสามารถโดดเด่นได้ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ตัวอย่างจากต่างประเทศที่ผมเห็นว่า มหาวิทยาลัยเหล่านั้นประสบความสำเร็จในการสร้างจุดเด่นของตนเอง ซึ่งหลายแห่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เพิ่งเปิดใหม่ แต่กลับมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในกลุ่มผู้เรียนที่ต้องการแสวงหาทางเลือกใหม่ ๆ ในการศึกษา ดังที่นิตยสารนิวส์วีค ฉบับวันที่ 5 กันยายน 2005 ได้เสนอเรื่องนวัตกรรมของการขายจุดเด่นของมหาวิทยาลัยในรูปแบบต่าง ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา

จุดเด่นด้านการสร้างบรรยากาศที่น่าอยู่และน่าเรียน ใน Paul Smith’s College ผู้เรียนจะรู้สึกว่าที่นี่เหมือนอยู่ในสถานตากอากาศ เพราะวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขา เนื้อที่กว้างขวาง มีนักศึกษาเพียง 850 คน หลักสูตรที่เปิดสอนเป็นเรื่องที่ให้ความสนุกผ่อนคลายเช่น วิชาเดินทางไกลด้วยสกี หรือด้วยรองเท้าลุยหิมะจุดเด่นด้านการสร้างหลักสูตรนานาชาติ ใน Middlebury College วิทยาลัยแห่งนี้มีคณาจารย์ที่สามารถพูดและสอนภาษาต่างประเทศได้ถึง 9 ภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาอารบิค จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น ฯลฯ อีกทั้งวิทยาลัยนี้มีอาจารย์ไปจัดหลักสูตรในต่างประเทศมากถึง 10 ประเทศจุดเด่นด้านการเรียนวิทยาศาสตร์ที่เข้าถึงแหล่งศึกษาที่หลากหลาย ใน University of California มีจุดเด่นที่การเรียนการสอนให้ความสำคัญในการให้นักศึกษาได้ทดลอง และเข้าถึงแหล่งความรู้ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่หลากหลาย รวมถึงได้มีการเปิดสอนด้านวิทยาศาสตร์ในแขนงใหม่ ๆ เช่น การสังเคราะห์โมเลกุล ข้อมูลทางชีวภาพ เป็นต้น

ทางเลือกที่หลากหลายให้ผู้เรียนดังตัวอย่างข้างต้นนี้ เป็นแนวคิดที่อยู่บนฐานการจัดการอุดมศึกษาตามจุดแกร่งหรือตามที่ตนเองมีศักยภาพความพร้อม นับเป็นแนวคิดใหม่ที่มหาวิทยาลัยไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีหลากหลายคณะและสาขาวิชา ควรให้ความสนใจ หรือลองศึกษาจากต้นแบบเหล่านี้และนำมาประยุกต์ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างจุดเด่นของตนขึ้นมา เพราะจะมีส่วนในการสร้างชื่อเสียงและดึงดูดผู้เรียนจากทั้งในและต่างประเทศทั่วโลกได้การเปิดเสรีการศึกษาที่จะกระทบต่อการศึกษาของไทย ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น เนื่องจากจะมีมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศเข้ามาเปิดสอนในประเทศ รวมถึงการให้อิสระกับผู้เรียนในการเลือกศึกษาต่อในประเทศคู้ค้าโดยไม่มีเงื่อนไขกีดกัน ส่งผลให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ จึงควรทบทวนจุดยืนและแนวทางในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อดึงดูดใจทั้งผู้เรียนที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ และเป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับมหาวิทยาลัยเอง

การแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก

2

การแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ด้วยระบบและกลไกการรับมีความหลากหลายมากขึ้นเป็นลำดับการแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ด้วยระบบและกลไกการรับมีความหลากหลายมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้มหาวิทยาลัยและคณะวิชาต่างๆ มักเปิดโครงการรับตรงและรับแบบโควตามากขึ้น เช่นเดียวกันกับการเปิดรับในระบบภาคพิเศษ ซึ่งการเปิดรับในประเภทดังกล่าวเหล่านี้เป็นการเปิดโอกาสให้กับนักเรียนได้แข่งขันและมีสิทธิ์ในการเลือกเรียนในสาขาวิชาที่ตนเองสนใจ รวมถึงตามความสามารถ เมื่อเป็นเช่นนี้ การเรียนและการเตรียมตัวสอบนักเรียนที่สนใจและอยากเรียนในสาขาวิชาต่างๆ จึงควรรู้ความต้องการของตนเองบนพื้นฐานของความสามารถหรือความรู้อย่างแท้จริง มิใช่สักแต่ว่าตามเพื่อนหรือความต้องการของบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองหรือพี่ป้าน้าอา และหากทำเช่นนั้นก็คงเป็นเรื่องน่าเสียดายกับโอกาสในการเลือกสาขาวิชาและมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้างหลากหลายในขณะนี้ ความสนใจของผู้เรียนและความสามารถจำเป็นต้องสอดคล้องหรือสัมพันธ์กันให้มาก และผู้เรียนไม่ควรคิดแบบผิวเผิน หากแต่ต้องพินิจพิเคราะห์ในรายละเอียดทุกแง่มุม อาจสอบถามจากผู้รู้ที่เคยผ่านประสบการณ์มาก่อนหรือบรรดารุ่นพี่ก็ได้ และประสบการณ์เหล่านั้นจะทำให้ตัดสินใจได้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตการเรียนในอนาคตดี นอกจากนี้แล้วการไตร่ตรองการเลือกสาขาวิชาก็ควรทำแต่เนิ่นๆ กล่าวคือ มีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและหากเป็นไปได้ควรมีเวลาทดสอบความสามารถของตนเองในระยะเวลาที่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ หรืออย่างน้อยที่สุดไม่ควรคิดแบบสุกเอาเผากิน ทำนองทำอะไรก็ได้ขอให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้เป็นพอ เป็นต้น

นอกจากนี้ การลงลึกในรายละเอียดของการเตรียมตัวสอบมีความสำคัญต่อความสำเร็จในผลการสอบ กล่าวคือ หากต้องการสอบเข้าคณะวิชาใดวิชาหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดจำเป็นต้องดูด้วยว่า วิชาที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสอบนั้นมีอะไรบ้าง เช่น การสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สิ่งที่ต้องควรตระหนักให้มากคือ การสอบวิชาพื้นฐานหรือความถนัดเฉพาะทาง เช่นเดียวกับสาขาวิชาทางวิศวกรรมศาสตร์ หรือแพทยศาสตร์ เป็นต้น โดยสาขาวิชาเหล่านี้มักอาศัยความสนใจและความรู้พื้นฐาน ความเชี่ยวชาญ หรืออาจรวมถึงสามารถพิเศษเป็นองค์ประกอบ จึงจะสามารถสอบผ่านเข้าไปเรียนได้ และนำไปสู่ความสำเร็จในสาขาอาชีพ ในสาขาวิชาอย่างศิลปะหรือมัณฑณศิลป์ ก็เช่นเดียวกัน ความสามารถเฉพาะทางนับเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสอบผ่านเข้าไปเรียน เพราะอาศัยทักษะเฉพาะด้านหรือเป็นเรื่องบุคคลโดยตรง การเรียนเพื่อเสริมความเชี่ยวชาญเฉพาะด้วยเวลาอันจำกัดไม่สามารถพัฒนาให้ทันเวลาได้ หากแต่ต้องมีการวางแผนการเรียนเสริมหรือพัฒนาทักษะที่ต้องใช้ช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน ซึ่งมักเป็นเรื่องที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดโดยคิดว่า สามารถเรียนเสริมทักษะความชำนาญได้ในเวลาสั้นๆ

การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ช่วยพัฒนาการศึกษาจริงหรือ

การศึกษาของไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 8 ในอาเซียน จึงเกิดการปฏิรูปทางการศึกษาขึ้น โดยภาครัฐได้มีนโยบายผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เพื่อให้เกิดการคล่องตัว แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องและแก้ไขปัญหาในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาแต่อย่างใด แทนที่ด้วยระบบบริหารจัดการแบบใหม่ด้วยระบบคณะบุคคลเท่านั้น ซึ่งยึดกุมโดยผู้บริหารและสภามหาวิทยาลัย ที่สรรหากันเองตามกฎหมายของแต่ละมหาวิทยาลัยที่บัญญัติไว้ให้อำนาจเอกเทศ

การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จึงกลายเป็นเพียงมหาวิทยาลัยของรัฐกึ่งเอกชนที่บริหารจัดการเบ็ดเสร็จโดยคณะบุคคลเท่านั้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียน อีกทั้งทรัพย์สินในมหาวิทยาลัยกับตกอยู่ในมือของบุคคล และบุคคลเหล่านี้จะทำให้การศึกษาไปอยู่ในทางใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น การแสวงหาประโยชน์ ทำการค้าเชิงพาณิชย์ และทางภาครัฐไม่ได้มีส่วนในการรับรู้เลย ทำให้เรื่องการบริหารยังเป็นเรื่องค้างคาว่าอำนาจนี้ตกอยู่กับผู้ใดกันแน่ นอกจากนี้ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน ในกระแสการศึกษาในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ หลายมหาวิทยาลัยจึงใช้ระบบการศึกษาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ฝ่ายบริหารแต่เพียงถ่ายเดียว หลายแห่งทำธุรกิจการศึกษาแบบฟาสต์ฟู้ด หลายแห่งแปรรูปคณะวิชาต่างๆ ในรูปแบบธุรกิจการศึกษา กระทั่งพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ซึ่งเป็นสมบัติของมหาวิทยาลัย เพื่อหาประโยชน์ทางการค้า โดยสร้างศูนย์การค้าต่างๆ

ปัจจุบันการศึกษาอยู่ในรูปแบบของธุรกิจ ถูกผูกขาดทุนนิยมปัญหาดังกล่าวทำให้สุดท้ายเทคโนโลยีและองค์ความรู้จึงถูกผูกขาดกับเอกชนไม่กี่กลุ่ม ที่แสวงหากำไรจากความรู้ของสังคม เทคโนโลยี จนนำมาสู่ยุคธุรกิจการศึกษาในปัจจุบัน หากคนในสังคมรวมตัวกันหยุดธุรกิจการศึกษาในรูปแบบดังกล่าวย่อมเป็นผลดีต่อการศึกษาไทยเป็นแน่ ซึ่งแน่นอนว่ายังดีกว่าให้การศึกษาไปอยู่ในมือของนักบริหารที่อ้างว่า เพราะไทยไม่ยอมออกนอกระบบทำให้ล้าหลังประเทศอื่นๆ

หากเราปฏิรูปการศึกษากันอย่างจริงจัง ย่อมดีต่ออนาคต จะเห็นได้จากประเทศทางฝั่งยุโรปที่สนับสนุนให้มีการเรียนฟรีจนถึงปริญญาเอก นั่นก็เพราะว่าประเทศเหล่านี้มองว่าการศึกษามีส่วนช่วยพัฒนาศักยภาพของคนในประเทศให้มีความรู้มาพัฒนาประเทศในอนาคต ซึ่งถือว่ามีมูลค่า โดยไม่ต้องมาคำนึงถึงต้นทุนเลย

การจัดการศึกษาสอดคล้องกับการพัฒนาในระบบทุนนิยมในปัจจุบัน

2

จะว่าไปแล้วการศึกษาไทยนั้นก็มีส่วนที่ประสบความสำเร็จอยู่พอสมควรนะความสำเร็จประการที่หนึ่ง  การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชาติ ต้องยอมรับว่าการศึกษานั้นทำให้ประเทศชาติมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะระบบการศึกษาให้เรารู้จักรากเหง้า และความรู้สึกร่วมว่าเป็นคนไทย ด้วยกิจกรรมปลูกฝังง่าย ๆคือการเข้าแถวหน้าเสาธง การกล่าวคำปฏิญาณ ตลอดจนการสอนสอดแทรกการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย แม้จะไม่เทคนิคอะไรก็จะยังมี concept นั้นติดสมองอยู่

ความสำเร็จประการที่สอง การจัดการศึกษาสอดคล้องกับการพัฒนาในระบบทุนนิยมดังเช่นปัจจุบัน ได้แก่ โรงเรียนผลิตแรงงาน โรงเรียนผลิตแรงงานคนเพื่อป้อนตลาดแรงงาน ทำให้ประเทศเรา มีแรงงานทั้งที่มีฝีมือ และไม่มีฝีมือ อยู่ตามโรงงานต่าง ๆอยู่ตามสถานประกอบการต่าง ๆ เพราะชีวิตประจำวันในโรงงานสถานประกอบการกับโรงเรียนนั้นเหมือนกัน คล้ายกัน สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยโดยแรงงานรากฐาน ที่เป็นคนดีไม่เรียกร้องอะไร

ความสำเร็จประการที่สาม การจัดการศึกษานั้นได้สร้างชนชั้นนำที่มีความเก่งกาจไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อเอาไว้เป็นหัวหน้าในสถานประกอบการ ผู้จัดการ และผู้นำในหน่วยราชการ ที่มีการศึกษาสูง ประสบความเร็จในการเรียนและการทำงานซึ่งมีความสมดุลกับแรงงานในความสำเร็จประการที่สอง ความสำเร็จที่สำคัญก็คือ การได้โอลิมปิกทางวิชาการ การแข่งขันหุ่นยนต์ชนะเลิศ การพับจรวดกระดาษฯลฯ

ความสำเร็จประการที่สี่่ การจัดการศึกษานั้น สามารถถ่ายทอดประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ได้สำเร็จ ระบบโรงเรียนกับประชาธิปไตยในโรงเรียน เป็นเรื่องเดียวกับประชาธิปไตยแบบไทย ๆ โดยมองที่ความสัมพันธ์ของอำนาจ แม้ว่าโรงเรียนจะบอกว่าได้จัดการเรียนการสอนประชาธิปไตยในหลักสูตรแล้ว แต่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสถานศึกษา ก็บ่งบอกถึงประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ได้ดี

ความสำเร็จประการที่ห้า การจัดการศึกษานั้นสามารถเพิ่มจำนวนของผู้ได้รับการรับรองทางการศึกษาในระดับต่าง ๆ ว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกระดับได้ความสำเร็จประการที่หก การจัดการศึกษาสามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้กับสังคมจำนวนมาก ได้แก่การจ้างครู การจ้างครูอัตราจ้าง มีตำแหน่งมากมายในโครงสร้างนั้น ๆ ไ่ม่ว่าจะเป็นอุดมศึกษาหรือการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็มีการจ้างงานตลอดจนการจ้างงานให้กับองค์กรภายนอกที่ใช้ปริมาณเงินมหาศาล ก็สร้างงานสร้างรายได้ กระจายรายได้อย่างทั่วถึง นอกจากจะกระจายรายได้สู่องค์กรต่าง ๆบริษัทห้างร้าน ที่ขายกระดาษ ร้านถ่ายเอกสาร ร้านรับพิมพ์เอกสาร ทั่วหน้ากัน

เป้าหมายการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย

ปัจจุบันปัญหาการทุจริตสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน

หากไม่มีระบบการควบคุมที่ดี ซึ่งในเอกชนอาจจะพบเห็นไม่มากนัก เพราะเจ้าของจะใส่ใจเงินมากกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐที่มองว่าเป็นเงินหลวง จึงไม่ค่อยสนใจ ดังนั้นจึงต้องปรับทัศนคติกันใหม่ โดยต้องตระหนักว่าเงินแผ่นดินคือเงินของประชาชนทั้งชาติ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องรับผิดชอบตลอดเวลา ต้องใช้เงินอย่างระมัดระวัง ละเอียดรอบคอบ และไม่แอบแฝง

เพื่อไม่ให้เกิดความพลั้งพลาดเสียหาย ซึ่งการประชาสัมพันธ์เป็นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆจากหน่วยงานหรือจากผู้บริหารไปยังกลุ่มชนที่เกี่ยวข้องโดยการใช้สื่อต่างๆทั้งนี้เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีของหน่วยงานต่อกลุ่มเป้าหมาย ทำหน้าที่เป็นผู้เผยแพร่ข่าวสารโดยคำนึงถึงการสร้างทัศนคติที่ดีและรักษาภาพพจน์ที่ดีของมหาวิทยาลัย ได้แก่ งานประชาสัมพันธ์, งานซื้อสื่อโฆษณา, งานบริการโทรศัพท์, งานกราฟิก และศิลปกรรม

การสนับสนุนกิจกรรมของมหาวิทยาลัยทั้งภายในและภายนอก

โดยมีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายของมหาวิทยาลัย และผู้บริหารระดับสูง ทั้งในด้านการประชาสัมพันธ์ การติดต่อประสานงาน การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงทางด้านการประชาสัมพันธ์ต่อสังคม รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้เกิดภาพพจน์ที่ดีเป็นที่ยอมรับในสังคม โดยการติดตามและเผยแพร่ข่าวสารเพื่อประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยทั้งภายในและภายนอก การประสานงานการใช้สถานที่จากหน่วยงานภายนอก และอำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการใช้สถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ การจัดกิจกรรมต่างๆทั้งภายในและภายนอกที่มีส่วนในการช่วยเหลือสังคม ชุมชนและประเทศชาติ

การเสริมสร้างภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยให้เกิดความสำเร็จสูงสุดตามที่ตั้งไว้ โดยการสนับสนุนการจัดทำกิจกรรมต่างๆทั้งภายในและภายนอกให้นิสิตเกิดประโยชน์สูงสุด ให้ได้รับความรู้และประสบการณ์ในการเรียนรู้ให้มากที่สุด เพื่อให้เป็นที่รู้จักในวงการการศึกษา ตลอดจนสังคมภายนอกอย่างภาคภูมิ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและศรัทธาทั้งในด้านนโยบายและวัตถุประสงค์ผ่านการรับข่าวสาร ความรู้ ความเข้าใจอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้สามารถดำเนินงานได้ตามขั้นตอนที่ถูกต้องเหมาะสม รวมทั้งเสริมสร้างแรงจูงใจให้เกิดความร่วมมือมากที่สุด นอกจากนี้ยังต้องมีการนำแนวนโยบาย ผลงานและกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เผยแพร่ออกสู่หน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง นักเรียนและประชาชนทั่วไปด้วย  โดยอาศัยสื่อต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จัก ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงได้จัดตั้งงานประชาสัมพันธ์ขึ้น เพื่อดำเนินการด้านการประชาสัมพันธ์ด้านต่างๆ

การพัฒนาคุณภาพการบริการการศึกษาในมหาวิทยาลัย

ในสภาวะปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและเทคโนโลยีที่ต้องการได้รับความสะดวกสบายจากการได้ใช้สินค้าและบริการทีมีคุณค่าและมีคุณภาพสูงขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการได้มากขึ้น รวมไปถึงการมีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น จึงทำให้องค์กรต่างๆโดยเฉพาะภาคธุรกิจการบริการจะได้รับผลกระทบและจำเป็นต้องปรับรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อการบรรลุความสำเร็จขององค์กรองค์กรจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการดำเนินงานและรูปแบบการบริหารจัดการมีการทำงานเป็นทีมมีการเชื่อมโยงแบบเครือข่ายและให้ความหลากหลายกับการเรียนรู้

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยเน้นให้ความสำคัญกับบุคลากรที่มีทักษะ ความรู้ คุณธรรมจริยธรรมทั้งนี้การปรับตัวขององค์กรและความสำคัญของการให้บริการทางการศึกษาของสถานศึกษาซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่การให้บริการประเภทหนึ่งจึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการบริการเช่นเดียวกับองค์กรประเภทอื่นๆ ทั้งนี้การวางโครงสร้างรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ซึ่งถือเป็นบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาตามหลักการสากลของการอุดมศึกษา ทั้งนี้การสนองตอบต่อการบริการวิชาการแก่สังคมจะมีคุณภาพมากน้อยเพียงใดสามารถสะท้อนได้จากความพึงพอใจของผู้รับบริการทั้งประชาชนผู้มารับบริการเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนการเล็งเห็นถึงความสำคัญในการกำหนดและพัฒนาคุณภาพการบริการการศึกษาการพัฒนาคุณภาพการบริการศึกษา และเชื่อมโยงไปถึงผลที่มีต่อประสิทธิผล โดยเฉพาะการให้บริการทางด้านการศึกษา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดการพัฒนาคุณภาพการบริการการศึกษาจากความสำคัญของการให้บริการการศึกษาในระดับประเทศและความจำเป็นในการปรับระบบการบริหารจัดการ เพื่อให้สอดคล้องสภาพการณ์ปัจจุบัน การพัฒนาคุณภาพการบริการการศึกษาจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะส่งผลให้การจัดการการศึกษาและเพื่อให้เป็นไปตามระบบการประกันคุณภาพการศึกษาสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

ดังนั้นการที่องค์กรหรือหน่วยงานให้ความสำคัญกับการให้บริการด้านการศึกษาโดยการมุ่งเน้นไปที่การบริการด้านการศึกษาที่มีคุณภาพก็จะทำให้หน่วยงานด้านการศึกษานั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถเป็นตัวบ่งชี้ที่แสดงถึงประสิทธิผลของการจัดการการศึกษาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายการพัฒนาคุณภาพการบริการการศึกษา และให้สนองตอบต่อความพึงพอใจและสร้างความประทับใจให้ผู้ใช้บริการ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในรูปแบบที่ดียิ่งขึ้น

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของประเทศไทย

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยที่ตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาค และเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เรียกชื่อตามชื่อเมือง ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนี้ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ อำเภอเมือง เชียงใหม่ ขนาบข้างด้วยถนนห้วยแก้ว และถนนสุเทพ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 ก.ม. และมีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่เศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2507 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธาน ในพิธีเปิดมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2508

ปี พ.ศ. 2484 รัฐบาลมีนโยบายที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคขึ้นแต่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การดำเนินงานจึงชะงักลง ต่อมาในปี พ.ศ. 2501 รัฐบาลชุดจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาว่า “จะดำเนินการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค ตลอดถึงการศึกษาชั้นสูง” พ.ศ. 2502 ได้มีการประชุมโครงการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค ภาคการศึกษา 8 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ม.ล.ปิ่น มาลากุล) เป็นประธาน ที่ประชุมมีความเห็นว่า “น่าจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่” พ.ศ. 2503 รัฐบาลชุด จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ลงมติอนุมัติให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกชื่อมหาวิทยาลัยนี้ว่า “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่”

มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นแหล่งสะสม ค้นคว้า วิจัย และถ่ายทอดความรู้ ตามหลักแห่งเสรีภาพทางวิชาการ โดยยึดมั่นในสัจธรรมและคุณธรรม เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ การประยุกต์ เผยแพร่ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมบัณฑิตแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พึงฝักใฝ่ในการฝึกฝนตน เป็นผู้รู้จริง คิดเป็น ปฏิบัติได้ สามารถครองตน ครองคน ครองงาน ด้วยมโนธรรมและจิตสำนึกต่อสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มุ่งเน้นการวิจัย มีการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีความเป็นเลิศทางวิชาการ มีระบบการบริหารจัดการที่ดี และจัดหาทรัพยากรเพื่อการพัฒนาและพึ่งพาตนเองได้

ตราประจำมหาวิทยาลัยเป็นรูปวงกลม ๒ วง ประกอบด้วย วงกลมชั้นนอก จำนวน ๒ เส้น เป็นขอบของตราเครื่องหมายและวงกลมชั้นใน จำนวน ๑ เส้น ระหว่างวงกลมนอกและวงกลมใน ด้านบนมีอักษรบาลี “อตตานํ ทมยนติ ปณฑิตา” ด้านล่างมีอักษรไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๐๗ ที่ว่างระหว่างอักษรบาลีและภาษาไทยมีดอกสักคั่นข้างละ ๑ ดอก ภายในวงกลมชั้นในมีรูปช้าง ท่าทางงามสง่าเป็นธรรมชาติ อยู่ในท่าก้าวย่างและชูคบเพลิง รัศมี ๘ แฉก ดังนั้นโดยความหมายแล้ว ช้างหมายถึงภาคเหนือ การก้าวย่างของช้างหมายถึง ความเจริญก้าวหน้าไปไม่หยุดยั้ง คบเพลิง หมายถึง ความสว่างไสวแห่งปัญญาและวิชาการ รัศมี ๘ แฉก หมายถึงคณะทั้ง ๘ ที่มหาวิทยาลัยจะจัดตั้งขึ้น ดอกสักที่คั่น หมายถึง ต้นไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของภาคเหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนอักษรไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๐๗ นั้นหมายถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก่อตั้งขึ้นในปี ๒๕๐๗ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่อันดับ ๖ ของประเทศไทย

การศึกษาของไทยในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการศึกษาในปัจจุบัน โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน มีการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีต่างๆ มากมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ซึ่งผลที่ได้จากการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้นอกจากเกิดประโยชน์อันมากมายแล้วยังมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนอย่างยิ่งทั้งในแง่สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ความรุ่งเรืองของเทคโนโลยีต่าง ๆ ดำเนินไปพร้อมๆ กับความเสื่อมโทรมของสังคม ซึ่งเหล่านี้ทำให้คนเริ่มมีการกลับมาสู่ธรรมชาติ ท้องถิ่น และชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงในการดำรงชีวิตของมนุษย์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน การส่งเสริมให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เหมาะสม พอเพียงกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ชุมชน เป็น สังคมขนาดกลางที่เชื่อมโยงสังคมขนาดเล็ก คือบ้าน โรงเรียน กับสังคมใหญ่ คือประเทศชาติ และโลก ดังนั้นในการพัฒนาคนให้เป็นผู้ที่มีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขนั้น ชุมชนหรือท้องถิ่นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การส่งเสริมให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ตามสภาพจริงที่เป็นอยู่ในสังคมนั้น ๆ จะช่วยให้คนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้อย่างแท้จริงสามารถดำรงอยู่ซึ่งวัฒนธรรม และวิถีชีวิตตามสภาพของแต่ละท้องถิ่น ขณะเดียวกัน สามารถนำเอาทรัพยากรในท้องถิ่นนั้น ๆ มาใช้ได้อย่างมีคุณค่า เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่น ตระหนักถึงคุณค่า และรู้จักวิธีการดูและรักษาสิ่งแวดล้อมรวมถึงทรัพยากรต่าง ๆ ให้คงอยู่กับชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นความรู้ที่ได้สั่งสมจากประสบการณ์ของคนในชุมชนมาเป็นเวลานาน มีการเชื่อมโยงศาสตร์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดยถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งสู่ชนอีกรุ่นหนึ่งด้วยวิธีการง่าย และเหมาะสมตามสภาพของแต่ละท้องถิ่น มีความหลากหลาย สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างสอดคล้องตรงกับสภาพสังคมปัจจุบัน ตอบสนองต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีผลกระทบน้อยและ มีคุณค่าทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างแท้จริง

การศึกษาของไทยในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและวิถีการดำรงชีวิต ดังนั้นภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการจัดการศึกษาของชาติ เพราะโรงเรียนถือเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และชุมชนถือเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีคุณค่า ดังนั้นสถานศึกษาแต่ละแห่งจึงได้มีการนำเอาวิถีชีวิต หรือทรัพยากรที่มีในชุมชน มาใช้ในการจัดเรียนการสอน มีการนำคนในชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาหลักสูตรให้เป็นหลักสูตรท้องถิ่น สอดคล้องและเหมาะสมในการพัฒนาคนในท้องถิ่นนั้น ๆ ดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผลการจัดการศึกษาที่มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นและผู้รู้ในชุมชนมาร่วมกำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอน จัดทำนโยบาย กำหนดวิสัยทัศน์ และหลักสูตรสถานศึกษา ว่าผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง มีเรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยมีบุคลากร ทรัพยากรและภูมิปัญญาที่สืบทดมาในท้องถิ่นเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีค่า ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์ และรู้ถึงคุณค่าในการศึกษา คิดเป็น ทำเป็น สามารถประยุกต์สิ่งที่ได้จากการเรียนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในชุมชนได้ เกิดการเรียนรู้ในทุก ๆ ที่ และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

การศึกษาของมหาวิทยาลัยจะเพิ่มความเจริญก้าวหน้าให้กับผู้เรียนรู้

ก่อนอื่นเราต้องตระหนักเสียก่อนว่าเด็กๆ ในประเทศไทยมีสิทธิตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นเครื่องมือด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองอย่างกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กนี้ รัฐบาลไทยมีหน้าที่ต้องทำเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตรอด ได้รับการพัฒนา คุ้มครอง ตลอดจนมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มีชาติพันธุ์ สัญชาติ หรือศาสนาใดก็ตาม สิทธิขั้นพื้นฐานที่ปรากฏในอนุสัญญาฯ ฉบับนี้ รวมถึงสิทธิที่จะได้รับการจดทะเบียนเกิด สิทธิที่จะได้รับการดูแลด้านสุขภาพและได้รับอาหารที่ถูกหลักโภชนาการอย่างเพียงพอ สิทธิที่จะได้รับการศึกษาอันมีคุณภาพและสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากความรุนแรงทุกรูปแบบ การถูกล่วงละเมิด การถูกทอดทิ้งและการหาประโยชน์จากเด็ก

จากการที่ได้รับหน้าที่ทูตยูนิเซฟตั้งแต่ พ.ศ. 2539 ทำให้ผมมีความคุ้นเคยกับเรื่องสิทธิเด็กและการดำเนินงานด้านนี้ในประเทศไทยอยู่บ้าง ขณะที่ประเทศไทยอาจภูมิใจที่ประสบความสำเร็จในการผลักดันเรื่องสิทธิเด็กมากมาย แต่ผมต้องขอบอกว่าเรายังมีงานที่ต้องทำอีกมากประเทศไทยโชคดีที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสูงติดต่อกันมา  นับสิบปี ซึ่งช่วยให้เด็กๆ และครอบครัวหลายล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน ในขณะเดียวกัน  ก็นำพาเด็กๆ และครอบครัวอีกหลายล้านขึ้นมาเป็นประชาชน ในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง เวลานี้เรามีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นที่อิจฉาของประเทศเพื่อนบ้าน และเด็กๆ ส่วนใหญ่ในประเทศก็ได้รับการศึกษาถึงชั้นประถมศึกษาเป็นอย่างน้อยและยังได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเพียงใด แต่ประโยชน์ทั้งหลายไม่ได้ส่งผลไปยังทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ยังมีเด็กอีกมากมายที่ยังถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อเรามองลึกลงไปกว่าข้อมูลระดับชาติ กล่าวคือมองลงไปจนถึงระดับภูมิภาคและจังหวัดบางจังหวัดรวมถึงกลุ่มประชากรบางกลุ่มตัวอย่างเช่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยซึ่งมีประชากรเด็กเกือบหนึ่งในสี่ของประเทศนั้น ประชากรร้อยละสิบแปดดำเนินชีวิตอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเส้นความยากจน ซึ่งผลกระทบของมันสะท้อนอย่างชัดเจนด้วยอัตราการขาดสารอาหารที่สูงกว่าภาคกลางถึงเกือบหนึ่งในสามเท่า หรือการที่มีเด็กวัยเรียนชั้นประถมศึกษากว่า 200,000 คนที่ไม่ได้เข้าโรงเรียน และเนื่องจากพ่อแม่ของพวกเขาต้องเดินทางไปหางานทำในภูมิภาคอื่นๆ เด็กๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนมากจึงได้รับการเลี้ยงดูโดยปู่ย่าตายายหรือญาติๆ

การเรียนการสอนผ่านระบบ e-Learning เริ่มนำมาใช้ในสถานศึกษากันมากขึ้น

ในมหาวิทยาลัยต่างๆเริ่มมีการเรียนสอนระบบ e-Learning กันมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการเรียนแบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม และสร้างการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ และยังเปิดโอกาสในการศึกษาได้ทั่วถึง ทั้งนี้ยังสร้างโอกาสของการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างกว้างขวาง สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันได้อย่างรวดเร็ว

การเรียนรู้ในรูปแบบ e-Learning เป็นการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนวิชาตามความสนใจของตนเอง ซึ่งในเนื้อหาจะประกอบด้วย รูปภาพ เสียง และวีดีโอ ส่งผ่านผู้เรียนผ่าน Web Browser ผู้เรียนสามารถทบทวนบทเรียนได้ตลอดเวลา โดยอาศัยเครื่องมือการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย

e-Learning เป็นการเรียนการสอนทางไกลที่ใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันได้ ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ทำให้รูปแบบการเรียนการสอนเป็นรูปแบบเปิด ที่เปิดโอกาสให้กับผู้ที่ต้องการศึกษาหาความรู้แหล่งวิชาที่มีการเชื่อมโยงจากเว็บไซต์ โดยไม่มีอุปสรรคทางด้านระยะทาง และเวลา ทำให้ผู้เรียนมีอิสระในการจัดตารางเรียนของตนเอง เพราะผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนได้ตลอดทุกที่ทุกเวลา ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นการพัฒนาตนเอง ช่วยให้ผู้สอนเปลี่ยนเป็นผู้ที่คอยให้คำแนะนำ ในขณะที่ผู้เรียนเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ที่ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทำให้เกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้

ระบบ e-Learning ทำให้การศึกษาเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน สถานศึกษา เป็นต้น เน้นการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม เป็นการสร้างสังคมการเรียนรู้ร่วมกัน และยังสามารถขยายความสัมพันธ์ไปยังบุคคลภายนอก โดยเป็นแหล่งทรัพยากรของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพึ่งพาช่วยเหลือกัน ทั้งนี้การเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายทำให้มีช่องทางการติดต่อระหว่างกัน ช่วยลดช่องว่างในการศึกษาระหว่างบุคคลภายนอกและผู้สอน

ระบบ e-Learning มีการนำมาใช้มากขึ้นในมหาวิทยาลัยต่างๆ จะเห็นได้จากการเรียนรูปแบบใหม่ที่ทางมหาวิทยาลัยได้จัดขึ้น เช่น หลักสูตรภาคพิเศษ นอกจากนี้ในมหาวิทยาลัยดังต่างๆ ได้แจกอุปกรณ์การเรียนที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงบทเรียนได้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่แจกipad ให้กับนักศึกษาเพื่อใช้ในการเรียนและทำแบบฝึกหัดผ่านระบบ e-Learning แต่อย่างไรก็ตามทางด้านตัวผู้เรียนเองต้องมีความรับผิดชอบ มีวินัยและมีการวางแผนให้เหมาะสมกับชีวิตของตนเอง จึงจะทำให้การเรียนระบบนี้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

AEC กับการปรับตัวของอุดมศึกษาไทย ในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน


สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียน จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อรับมือกับการก้าวเข้าสู่การเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ประเทศไทยจะก้าวสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ประชาคมอาเซียน หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เป็นองค์กรระหว่างประเทศระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ

1. ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน ความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาด้านอื่นๆ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนจึงเป็นเสาหลักความร่วมมือ 1 ใน 3 เสาหลัก ที่เน้นการรวมตัวของอาเซียนเพื่อสร้างความมั่นใจ เสถียรภาพ และสันติภาพ ในภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนในอาเซียนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และปราศจากภัยคุกคามด้านการทหาร และภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ เช่น ปัญหายาเสพติด และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่มีการแข่งขันสูง อันส่งผลให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับตัวเองเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงการรวมกลุ่มการค้ากันของประเทศต่างๆ อาทิเช่น สหภาพยุโรป และเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ

3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน มีเป้าหมายให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง สังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้านเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ของอาเซียน โดยมีแผนปฏิบัติการด้านสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ระบุอยู่ในแผนปฏิบัติการเวียงจันทน์

การปรับตัวและการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลในเชิงนโยบาย คือ กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวกับสถาบันอุดมศึกษาควรมีนโยบาย และแผนยุทธศาสตร์รองรับการเตรียมความพร้อมของอุดมศึกษาไทยในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจนในการนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งควรมีนโยบายในการปรับตัวและการเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแก่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม การปรับตัวด้านการเตรียมความพร้อมของอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา คือ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ต้องพัฒนาศักยภาพของตนเองทางด้านการเรียนการสอน การวิจัย การบริการทางวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษากลางในการสื่อสารในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนทางด้านการจัดระบบอุดมศึกษาของไทย ตั้งแต่การเปลี่ยนสถานะของอาจารย์จากที่เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา มาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย หรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้น ทำให้ความมั่นคงทางด้านอาชีพ ตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางด้านฐานเงินเดือน ซึ่งจากเดิมการปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบพนักงานมหาวิทยาลัยนั้น รัฐบาลได้มีเจตนารมณ์ให้มีการจัดสรรงบประมาณและฐานเงินเดือนแก่พนักงานมหาวิทยาลัยมากกว่า ฐานเงินเดือนของข้าราชการ 1.5 เท่า แก่พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน และ 1.7 เท่า แก่พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการหรือ อาจารย์ แต่ในปัจจุบันหาได้เป็นไปตามเจตนารมณ์เดิมที่ได้ตั้งไว้ไม่

การเรียนรู้ของนักศึกษายุคใหม่ จึงจำเป็นต้องปรับทั้งกระบวนการเรียนรู้ ปรับทัศนคติที่จะต้องตระหนักถึงความเป็นชาติ การปรับกระบวนทัศน์การเรียนรู้ยุคใหม่ควรเป็นไปอย่างมีเป้าหมาย อย่างคนรู้เท่าทันสถานการณ์ การสร้างความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นที่ต่างวัฒนธรรมได้ และเรียนรู้ประเทศเพื่อนบ้านทั้งในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างกัน พร้อมกับสร้างโอกาสเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ต้องเพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษให้มากขึ้นให้สามารถสื่อสารได้เป็นอย่างดี

บริการเครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแก่นักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่

การให้บริการด้านข้อมูลารสนเทศรวมถึงสื่อ และอุปกรณ์ด้านที่ใช้ในการอำนวยความสะดวกในด้านการเรียนการสอนและการบริหารจัดการแก่นักศึกษาอาจารย์ และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย และบุคคลทั่วไปประสงค์เข้ามาใช้บริการสืบค้น และศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ในส่วนของการให้บริการด้านสารสนเทศศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ มีห้องคอมพิวเตอร์ไว้บริการนักศึกษา แต่ละห้องติดตั้งซอฟท์แวร์แต่ละบบ ให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานเช่นห้องคอมพิวเตอร์ธุรกิจได้มีการติดตั้งซอฟท์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับงานธุรกิจ ทั้งนี้เพื่อให้การสนับสนุนงานด้านการศึกษาเป็นไปอย่างสมบูรณ์และครบถ้วน

มีหน้าที่ให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอน และการวิจัยแก่นักศึกษา บุคลากรของทุกหน่วยงาน ประกอบด้วยห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการการสอน ห้องบริการเครือข่าย Internet เพื่อส่งเสริมการวิจัยและการบูรณาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นอกจากนี้ยังให้บริการฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับวิทยาการคอมพิวเตอร์แก่บุคลากรของมหาวิทยาลัย ตลอดจนการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (MIS) และการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนแบบ E-Learning โดยจะเป็นผู้นำในการแสวงหาองค์ความรู้พัฒนาและสนับสนุนเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการผลิตบัณฑิต งานวิจัย และบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยและสังคม

การสนับสนุนและช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่นักศึกษาอย่างดีที่สุด

โดยมีการจัดเตรียมคอมพิวเตอร์และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆด้านเทคโนโลยีไว้ให้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านวิชาการและศักยภาพด้านการเรียนรู้ของนักศึกษาให้ดีขึ้น การบริการต่างๆไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารจัดการและการทำวิจัยต่างๆได้ถูกจัดเตรียมไว้ให้อย่างครบครันเพื่อให้บริการในทุกๆห้องเรียนจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรเจคเตอร์ และเครื่องขยายเสียงสำหรับอาจารย์ในการสอนและทบทวนบทเรียน ในห้องปฏิบัติการทางคอมพิวเตอร์ทางคณะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ให้บริการรองรับทั้งกิจกรรมพิเศษที่มีการจัดขึ้นหรืองานอื่นๆ ทั่วไปที่เกียวกับการเรียน

บริการระบบงานภายในมหาวิทยาลัยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะ

เป็นระบบที่อาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา และบุคลากร สามารถเข้าใช้ทรัพยากรในระบบงานของมหาวิทยาลัยผ่านทางอินเทอร์เน็ตที่ตนเองสมัครใช้งานอยู่ได้โดยผ่านบริการ SSL VPN ซึ่งปัจจุบันสามารถให้บริการได้พร้อมๆกัน ระบบนี้มีประโยชน์ คือ ช่วยให้สามารถเข้าใช้บริการระบบต่างๆ เช่น การค้นคว้าวารสารวิชาการต่างประเทศ การค้นคว้าเอกสารวิจัยต่างๆ ได้จากทุกมุมโลกที่ปรกติจะต้องเป็นสมาชิกแบบสถาบันเท่านั้น

การสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเป็นเสมือนก้าวแรกของการเดินออกไปสู่โลกกว้าง

2

การสำเร็จการศึกษาเป็นเสมือนก้าวแรกของการเดินออกไปสู่โลกกว้าง ที่เหล่าบัณฑิตใหม่จะต้องพบเจอกับสิ่งต่าง ๆ มากมายในชีวิต พวกเราต่างมุ่งมั่นที่จะไขว่คว้าชีวิตที่ดี มีการงานที่มั่นคง ด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในศักยภาพของตัวเองว่าจะต้องผ่านพ้นทุกอย่าง ไปด้วยดีและก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในชีวิต แต่ถึงอย่างนั้น แค่เพียงประสบการณ์ 4 ปีของเรา อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับการเผชิญหน้าต่อโลกของความเป็นจริงที่เราจะต้องพบ เจอหลังจากนี้ เว็บไซต์อีลิทเดลี่ ได้บอกเล่าเรื่องราวของ 10 สิ่งที่ไม่เคยมีใครบอกเราในการจบการศึกษา มาฝากเหล่าบัณฑิตใหม่ เพื่อให้เรียนรู้และสามารถรับมือต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น มาตามอ่านกันเลยค่ะ

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่เราศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย เราถูกปลูกฝังให้เห็นภาพของโลกที่แสนสดใส มองว่าทุกสิ่งล้วนเป็นเรื่องง่าย เพราะว่าเราคือบัณฑิตผู้มีศักยภาพของสังคม แต่แท้ที่จริงแล้ว ภาพที่สวยหรูนั้นก็ไม่ต่างจากคำโกหก เพราะโลกไม่ได้ง่ายขนาดนั้น การใช้ชีวิตคือการดิ้นรนและฟันฝ่า พวกเราที่เป็นบัณฑิตใหม่ล้วนแต่ด้อยประสบการณ์และขาดการเตรียมพร้อม ดังนั้นเพื่อการก้าวออกไปเผชิญต่อโลกได้อย่างมั่นคง การเตรียมตัวให้พร้อมรับต่อสิ่งต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

จากสถิติล่าสุดของสำนักข่าวเอพีระบุว่า อัตราการว่างงานในหมู่ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่สูงถึง 53% นั่นหมายความว่า มีบัณฑิตจบใหม่เกินกว่าครึ่งที่ยังเตะฝุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราการแข่งขันที่สูงมากในตลาดแรงงาน ผสมกับความต้องการแรงงานในตลาดที่น้อยลงหลังจากหลายอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ ผลการเรียนของเหล่าบัณฑิตก็มักมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.00 ซึ่งนั่นทำให้เราแทบจะไม่มีความแตกต่างไปจากบัณฑิตคนอื่น ๆ เลย ดังนั้นการได้รับงานนักศึกษาจบใหม่อาจจะไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด และปริญญาก็อาจจะไม่ได้ช่วยให้ได้งานเสมอไป